บทที่
4 การสื่อสารในระบบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เครือข่าย
(Communication in
Computer System and Device)
-ความรู้พื้นฐานของการสื่อสารข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์
การสื่อสารข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ คือ
การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างต้นทางและปลายทาง โดยใช้อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์
ซึ่งเชื่อมต่อกันอยู่ด้วยสื่อกลางชนิดใดชนิดหนึ่งระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ คือ
ระบบการเชื่อมโยงระหว่างคอมพิวเตอร์ตั้งแต่สองตัวขึ้นไป
เพื่อให้สามารถทำการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างกันได้
ชนิดของสัญญาณทางอิเล็กทรอนิกส์สามารถแบ่งได้เป็น
1 ชนิดของสัญญาณทางอิเล็กทรอนิกส์
สามารถแบ่งได้เป็น
1.1
สัญญาณอนาล็อก
สัญญาณอนาล็อก(Analog Signal) หมายถึง
สัญญาณที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลแบบต่อเนื่อง(Continuous Data) ที่มีขนาดไม่คงที่
มีลักษณะเป็นเส้นโค้งต่อเนื่องกันไป
โดยการส่งสัญญาณแบบอนาล็อกจะถูกรบกวนให้มีการแปลความหมายผิดพลาดได้ง่าย เช่น
สัญญาณเสียงในสายโทรศัพท์ เป็นต้น
1.2
สัญญาณดิจิตอล
สัญญาณดิจิตอล(Digital Signal) หมายถึง
สัญญาณที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง(Discrete Data) ที่มีขนาดแน่นอนซึ่งขนาดดังกล่าวอาจกระโดดไปมาระหว่างค่าสองค่า
คือ สัญญาณระดับสูงสุดและสัญญาณระดับต่ำสุด
ซึ่งสัญญาณดิจิตอลนี้เป็นสัญญาณที่คอมพิวเตอร์ใช้ในการทำงานและติดต่อสื่อสารกัน
2 ทิศทางการสื่อสารข้อมูล
สามารถแบ่งทิศทางการสื่อสารข้อมูลได้เป็น 3 แบบ
คือ
2.1 แบบทิศทางเดียว(Simplex) ข้อมูลจะถูกส่งจากทิศทางหนึ่งไปยังอีกทิศทางหนึ่ง
โดยไม่สามารถส่งย้อนกลับมาได้ เช่น ระบบวิทยุ หรือโทรทัศน์
2.2 แบบกึ่งสองทิศทาง(Half Duplex) ข้อมูลสามารถส่งสลับกันได้ทั้ง 2 ทิศทาง
โดยต้องผลัดกันส่งครั้งละทิศทางเท่านั้น ตัวอย่างเช่น วิทยุสื่อสารแบบผลัดกันพูด
2.3 แบบสองทิศทาง(Full Duplex) ข้อมูลสามารถส่งพร้อมๆ
กันได้ทั้ง 2 ทิศทางอย่างอิสระ
ตัวอย่างเช่น ระบบโทรศัพท์
3. การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรมและแบบขนานการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรมจะเป็นการส่งข้อมูลทีละบิตต่อครั้งผ่านสายสื่อสาร
ขณะที่การสื่อข้อมูลแบบขนานจะส่งข้อมูลเป็นชุดของบิตพร้อมๆ กันในแต่ละครั้ง
ซึ่งทำให้การส่งข้อมูลแบบขนานสามารถทำได้เร็วกว่า
แต่จะเสียค่าใช้จ่ายสูงกว่าเช่นกัน เนื่องจากสายที่ใช้จะต้องมีช่องสัญญาณจำนวนมาก
เช่น 8 ช่อง
เพื่อให้สามารถส่งข้อมูลได้ 8 บิตพร้อมกัน
-ตัวกลางการสื่อสาร (Communication Media)
m สื่อ
หรือตัวกลางการสื่อสารข้อมูล (communication media) ถือว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญของการสื่อสารข้อมูล
เพราะการเลือกใช้สื่อที่เหมะสม
ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการสื่อสารข้อมูลและประหยัดต้นทุน
ตัวกลางหรือสื่อที่ใช้ในการสื่อสารแบ่งได้เป็น 2 ประเทใหญ่ๆ
ดังนี้
สื่อนำข้อมูลแบบมีสาย
สื่อนำข้อมูลแบบมีสาย
(wired media) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า guided
media ซึ่งก็คือ
สื่อที่สามารถบังคับให้สัญญาณข้อมูลเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่กำหนดได้ แบ่งเป็น 3 ชนิด
ดังนี้
1.สายคู่บิดเกลียว
(twisted pair cable)
ลักษณะทางกายภาพ
: สายคู่บิดเกลีบวเป็นสายสัญญาณไฟฟ้านำข้อมูลได้ทั้งแอนะล็อกและดิจิทัล
ลักษณะคล้ายสายไฟทั่วไป ราคาไม่แพงมาก น้ำหนัหเบา ติดตั้งได้ง่าย
ภายในสายคู่บิดเกลียวจะประกอบด้วยสายทองแดงพันกันเป็นเกลียว เป็นคู่ๆ ซึ้งอาจจะมี 2,4 หรือ 6 คู่
สายคู่บิดเกลียวแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
ดังนี้
* แบบไม่มีชั้นโลหะห่อหุ้ม เรียกว่า unshielded
twisted pair หรือเรียกย่อๆว่า สาย usp
* แบบมีชั้นโลหะห่อหุ้ม เรียกว่า shielded twisted
pair หรือเรียกย่อๆว่า stp ซึ่งภายในสายมีโลหะห่อหุ้มอีกชั้น
โลหะจะทำหน้าที่ป้องกันสัญญาณรบกวนที่มา
จากภายนอก
คุณสมบัติ
: เนื่องจากสายคู่บิดเกลียวประกอบด้วยสายทองแดงพันเป็นเกลียว
การพันกันเป็นเกลียวทำเพื่อรบการรบกวนจากสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าจากคู่สายข้างเคียงในสายเคบิลเดียวกันหรือภายนอกลงได้
ความถี่ในการส่งข้อมูล
: 100 เฮิรตซ์
(Hz) ถึง 5 เมกะเฮิรตซ์
(MHz)
ความเร็วในการส่งข้อมูล
: 1 ล้านบิตต่อวินาที
(Mbps)
-หลักเกณฑ์การพิจารณาเลือกสื่อนำข้อมูล
หลักเกณฑ์การพิจารณาเลือกสื่อนำข้อมูล
1. ราคา
2. ความเร็ว
3. ระยะทาง
4. สัญญาณรบกวนที่อาจจะเกิดขึ้น
5. ความปลอดภัยของข้อมูล
-อุปกรณ์เครือข่าย
1. การ์ดเครือข่าย (Network Interface
Card) หรือการ์ดแลน หรืออีเทอร์เน็ตการ์ด
ทำหน้าที่ในการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานอยู่เข้ากับระบบเครือข่ายได้ เช่น
ในระบบแลนเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในเครือข่ายจะต้องมีการ์ดเครือข่ายที่เชื่อมโยงด้วยสายเคเบิลจึงสามารถทำให้เครื่องติดต่อเครือข่ายได้
2. ฮับ (Hub) คือ
อุปกรณ์ที่รวมสัญญาณที่มาจากอุปกรณ์รับส่งหลาย ๆ สถานีเข้าด้วยกัน
ฮับเปรียบเสมือนเป็นบัสที่รวมอยู่ที่จุดเดียวกัน ฮับที่ใช้งานอยู่ภายใต้มาตรฐานการรับ-ส่งแบบอีเทอร์เน็ต
หรือ IEEE802.3 ข้อมูลที่รับ-ส่งผ่านฮับจากเครื่องหนึ่งกระจายไปยังทุกสถานีที่ติดต่ออยู่บนฮับนั้น
ดังนั้นทุกสถานีจะรับสัญญาณข้อมูลที่กระจายมาได้ทั้งหมดแต่จะเลือกคัดลอกเฉพาะข้อมูลที่ส่งมาถึงตนเท่านั้น
การตรวจสอบข้อมูลจึงต้องดูที่แอดเดรส (address) ที่กำกับมาในกลุ่มของข้อมูลหรือแพ็
3. สวิตช์ (Switch) คือ
อุปกรณ์รวมสัญญาณที่มาจากอุปกรณ์รับ-ส่งหลายสถานีเช่นเดียวกับฮับ
แต่มีข้อแตกต่างจากฮับ คือ
การฮับ-ส่งข้อมูลจากสถานีหรืออุปกรณ์ตัวหนึ่งจะไม่กระจายไปยังทุกสถานีเหมือนฮับ
ทั้งนี้เพราะสวิตช์จะรับกลุ่มข้อมูลหรือแพ็กเกจมาตรวจสอบก่อน
แล้วดูว่าแอดเดรสของสถานีหลายทางไปที่ใด สวิตช์จะลดปัญหาการชนกันของข้อมูลเพราะ
ไม่ต้องกระจายข้อมูลไปทุกสถานี
และยังมีข้อดีในเรื่องการป้องกันการดักจับข้อมูลที่กระจายไปในเครือข่าย
4. บริดจ์ (Bridge) คือ อุปกรณ์ที่เหมาะสมกับเครือข่ายหลาย
ๆ กลุ่มที่เชื่อมต่อกันเนื่องจากสามารถแบ่งเครือข่ายที่เชื่อมต่อกันหลาย ๆ
เซ็กเมนต์แยกออกจากกันได้
ทำให้ข้อมูลในแต่ละเซ็กเมนต์ไม่ต้องวิ่งไปทั่วทั้งเครือข่าย กล่าวคือ
บริดจ์สามารถอ่านเฟรมข้อมูลที่ส่งมาได้ว่ามาจากเครื่องในเซ็กเมนต์ใด
จากนั้นจะทำการส่งข้อมูลไปยังเครื่องซึ่งอาจอยู่ในเซ็กเมนต์เดียวกันหรือต่างเซ็กเมนต์ก็ได้
ซึ่งความสามารถดังกล่าวทำให้ช่วยลดปัญหาความคับคั่งของข้อมูลในระบบได้
5. รีพีตเตอร์ (Repeater) คือ
อุปกรณ์ทวนสัญญาณเพื่อให้สามารถส่งข้อมูลถึงกันได้ระยะไกลขึ้น คือ
รีพีตเตอร์จะปรับรูปแบบเดิม เพื่อได้สัญญาณสามารถส่งต่อไปได้อีก เช่น
การเชื่อมต่อเครือข่ายแลนหลาย ๆ เซ็กเมนต์
ซึ่งความยาวของแต่ละเซ็กเมนต์นั้นจะมีระยะทางที่จำกัด ดังนั้น
อุปกรณ์อย่างรีพีตเตอร์จะช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้
6. โมเด็ม (Modem) คือ
อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณคอมพิวเตอร์ให้สามารถเชื่อมคอมพิวเตอร์ที่อยู่ระยะไกลเข้าหากันได้ด้วยการผ่านสายโทรศัพท์
โดยโมเด็มจะทำหน้าที่แปลงสัญญาณ ซึ่งแบ่งออกเป็นทั้งภาคส่งและภาครับ
โดยภาคส่งจะทำการแปลงสัญญาณคอมพิวเตอร์ให้เป็นสัญญาณโทรศัพท์ (Digital to
Analog) ในขณะที่ภาครับนั้นจะทำการแปลงสัญญาณโทรศัพท์กลับมาเป็นสัญญาณคอมพิวเตอร์
(Analog to
Digital) ดังนั้น ในการเชื่อมต่อเครือข่ายระยะไกลๆ
เช่น อินเทอร์เน็ต จึงจำเป็นต้องใช้โมเด็ม โดยโมเด็มมีทั้งแบบภายใน (Internal Modem) ที่มีลักษณะเป็นการ์ด
โมเด็มภายนอก (External
Modem) ที่มีลักษณะเป็นกล่องแยกออกต่างหาก
และรวมถึงโมเด็มที่เป็น PCMCIA ที่มักใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค
7. เราเตอร์ (Router) ในการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์จะต้องมีการเชื่อมโยงหลายๆ
เครือข่าย หรืออุปกรณ์หลายอย่างเข้าด้วยกัน ดังนั้น จึงมีเส้นทางเข้า -
ออกของข้อมูลได้หลายเส้นทาง และแต่ละเส้นทางอาจใช้เทคโนโลยีเครือข่ายที่ต่างกัน
อุปกรณ์จัดเส้นทางจะทำหน้าที่หาเส้นทางที่เหมาะสมเพื่อให้การส่งข้อมูลเปนไปอย่างมีประพสิทธิภาพ
การที่อุปกรณ์จัดหาเส้นทางต้องรับรู้ตำแหน่งและสามารถนำข้อมูลออกเส้นทางได้ถูกต้องตามตำแหน่งแอดเดรสที่กำกับอยู่เส้นทางนั้น
8. เกตเวย์ (Gateway) คือ
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยในการสื่อสารข้อมูล หน้าที่หลักของเกตเวย์ คือ
ช่วยทำให้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ 2 เครือข่าย
หรือมากกว่าที่มีลักษณะไม่เหมือนกัน คือ ลักษณะของการเชื่อต่อ (Connectivity) ของเครือข่ายที่แตกต่างกัยน
และมีโพรโตคอลสำหรับการส่ง - รับข้อมูลต่างกัน เช่น LAN เครือหนึ่งเป็นแบบ Ethernet และ
โพรโตคอลแบบอะซิงโครนัส ส่วน LAN อีกเครือข่ายหนึ่งเป็นแบบ Token Ring และใช้โพรโตคอลแบบซิงโครนัสเพื่อให้สามารถติดต่อกันได้เสมือนเป็นเครือข่ายเดียวกัน
เพื่อกำจัดวงให้แคบลงมา เกตเวย์โดยทั่วไปจะใช้เป็นเครื่องมือส่ง -
รับข้อมูลกันระหว่าง LAN 2เครือข่ายหรือ LAN กับเครื่องคอมพิวเตอร์เมนเฟรม
หรือระหว่าง LAN กับ WAN โดยผ่านเครือข่ายโทรศัพท์สาธารณะ
เช่นX.25 แพ็กเกจสวิตซ์
เครือข่าย ISDN เทเล็กซ์
หรือเครือข่ายทางไกลอื่น
-การเลือกใช้ISP
อินเทอร์เน็ตกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของคนโดยทั่วไปแล้ว
อ่านเนื้อหาต่อไปนี้เพื่อให้ทราบถึงสิ่งที่คุณควรพิจารณาเกี่ยวกับวิธีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
และการเลือกผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) นอกจากนี้
ยังมีเคล็ดลับในการป้องกันเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณให้ปลอดภัยเมื่อใช้งานออนไลน์
ขั้นตอนที่ 1: การเลือกการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
สิ่งที่คุณจะต้องตัดสินใจเป็นอันดับแรก คือ
คุณจะเชื่อมต่อโดยใช้การเรียกเลขหมาย หรือบรอดแบนด์ (DSL หรือเคเบิลโมเด็ม)
ตัวเลือกแต่ละตัวเลือกมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน
คุณควรหาเวลาในการอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเลือกแต่ละตัวเลือก
แล้วตัดสินใจว่าคุณสมบัติใดที่เหมาะกับการใช้งานของคุณ
การเชื่อมต่อแบบเรียกผ่านสายโทรศัพท์
การทำงานของการเชื่อมต่อแบบเรียกผ่านสายโทรศัพท์เหมือนกับชื่อที่ใช้เรียก
นั่นคือเป็นการ "เรียกเลขหมาย" ไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ของคุณ
ตัวเลือกนี้เป็นตัวเลือกที่ เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด
และความเร็วในการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตก็ต่ำสุดด้วย นอกจากนี้
การทำงานยังขึ้นอยู่กับสายโทรศัพท์
คุณสามารถตั้งค่าให้ยกเลิกการเชื่อมต่อเมื่อมีสายเข้า อย่างไรก็ตาม
การตั้งค่าดังกล่าวอาจทำให้เกิดปัญหา
ถ้าคุณไม่ต้องการให้มีการยกเลิกการเชื่อมต่อโดยไม่คาดคิดถ้าปกติคุณใช้งานอินเทอร์เน็ตวันละหนึ่งชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้น
ไม่ได้ดาวน์โหลดไฟล์มากนัก และสายโทรศัพท์ที่ติดอยู่กับ
การใช้งานอินเทอร์เน็ตไม่เป็นปัญหาสำหรับคุณ
การเชื่อมต่อแบบเรียกผ่านสายโทรศัพท์อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม
คุณอาจขอเพิ่มสายโทรศัพท์ "เฉพาะ"
สำหรับการเชื่อมต่อแบบเรียกผ่านสายโทรศัพท์จากบริษัทที่ให้บริการโทรศัพท์
ซึ่งจะทำให้คุณสามารถทำงานแบบออนไลน์ และใช้โทรศัพท์ในเวลาเดียวกันได้
การเชื่อมต่อแบบ DSL และเคเบิลโมเด็ม
โดยปกติ การเชื่อมต่อแบบ DSL และเคเบิลโมเด็มมักมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าสายโทรศัพท์
แต่มีการทำงานที่เร็วกว่ามาก นอกจากนี้ คุณยังสามารถใช้โทรศัพท์ขณะออนไลน์ได้ (สาย DSL สามารถให้บริการทั้งสองอย่างได้พร้อมกัน
ในขณะที่เคเบิลโมเด็มจะใช้สายร่วมกับสายเคเบิลของโทรทัศน์)
ทั้ง DSL และบริการเคเบิลจะเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตตลอด 24 ชั่วโมง
ดังนั้น
คุณไม่ต้องเสียเวลารอในขณะที่โมเด็มเรียกเลขหมายไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ของคุณ
คุณเพียงแต่เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วเริ่มซอฟต์แวร์อีเมลหรือเว็บของคุณ
แล้วข้อเสียคืออะไร
ข้อเสียที่สำคัญคือเรื่องความปลอดภัย
เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตอยู่ตลอดเวลา
ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้แฮกเกอร์มีเวลามากขึ้นในการ "ค้นหา"
เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ และพยายามเข้าโจมตีในที่สุด
(บริการเรียกเลขหมายผ่านสายโทรศัพท์ก็เสี่ยงในการถูกโจมตีด้วยเช่นกัน)
ไม่ว่าคุณจะใช้การเชื่อมต่อแบบใด
คุณควรใช้ไฟร์วอลล์ ปรับปรุงซอฟต์แวร์ทั้งหมดของคุณอย่างสม่ำเสมอ
และรักษาสถานะการเป็นสมาชิกของซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสปัจจุบันเอาไว้
การใช้เครื่องมือเหล่านี้จะช่วยป้องกันเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณเมื่อทำงานแบบออนไลน์ได้
ขั้นตอนที่ 2: การเลือกผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต
เมื่อคุณทราบแล้วว่าคุณจะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอย่างไร
ก็ถึงเวลาที่คุณจะเลือกผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) โดยผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต
คือ ผู้ให้บริการการเชื่อมต่อไปยังอินเทอร์เน็ต
ถ้าคุณตัดสินใจที่จะใช้การเรียกผ่านสายโทรศัพท์
คุณจะต้องเลือกผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) แยกจากผู้ให้บริการโทรศัพท์ในปัจจุบันมีทั้งผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต
(ISP) ระดับประเทศ
และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ในท้องถิ่น ในเมืองใหญ่ๆ
ด้วยเช่นกัน คุณควรหาเวลาในการเปรียบเทียบข้อมูลของผู้ให้บริการแต่ละราย
สอบถามจากเพื่อนบ้านและเพื่อนของคุณเพื่อขอคำแนะนำ แล้วดูตัวเลือกต่างๆ
ถ้าคุณเลือกผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายแรกที่คุณพบ
คุณอาจพลาดข้อเสนอที่เหมาะกับการใช้งานของคุณมากกว่า
เคล็ดลับ: บริการ DSL และเคเบิลโมเด็มจะให้แอคเคาท์สำหรับการใช้งานอินเทอร์เน็ต
(Internet access:
ISP) มาด้วยเสมอ ในการประเมินบริษัทต่างๆ
คุณควรพิจารณาทั้งผู้ให้บริการแบบบรอดแบนต์และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ผู้ให้บริการบางรายอาจให้คุณใช้ ISP อื่นด้วยเช่นกัน
ถ้าคุณไม่คุ้นเคยกับการใช้งานอินเทอร์เน็ต
และรู้สึกไม่สะดวกที่จะตัดสินใจ
คุณสามารถสอบถามจากเพื่อนที่มีความรู้ทางด้านเทคนิคเพื่อช่วยคุณในการตัดสินใจ
ปัจจัยที่ใช้ในการพิจารณาเมื่อคุณตัดสินใจมีดังต่อไปนี้
การบริการลูกค้า
พิจารณาผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ที่มีชื่อเสียงในเรื่องการบริการลูกค้า
อัตราค่าบริการ
ในปัจจุบันมีการให้ข้อเสนอที่น่าสนใจอย่างมากมาย
คุณจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจก่อนตัดสินใจเลือก
ความมั่นคง
เช่นเดียวกับธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูงประเภทอื่นๆ
บางบริษัทเปิดดำเนินการเพียงเพื่อแสวงหาผลกำไร จากนั้นก็ปิดกิจการลง
คุณควรหาผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ที่ดำเนินธุรกิจมาแล้วหลายปี
ข้อเสนอพิเศษ
ในสภาวะของตลาดที่มีการแข่งขันสูง บางบริษัทมีการให้ข้อเสนอพิเศษ เช่น
การให้พื้นที่เว็บไซต์ฟรี เพื่อดึงความสนใจจากคุณ ข้อเสนอพิเศษเป็นสิ่งที่น่าสนใจ
แต่คุณจะต้องระมัดระวัง และตัดสินใจเลือกใช้บริการจากบริษัทที่ให้บริการในระยะยาว
-ค่าบริการอินเตอร์เน็ตประเภทบุคคล
Internet
Payment เป็นการชำระค่าสินค้าและบริการหรือโอนเงินผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยผู้ใช้บริการสามารถเลือกชำระค่าสินค้าและบริการได้ในรูปแบบต่าง
ๆ เช่น
No1.png
การตัดบัญชีเงินฝากผ่านบริการ Internet
Banking ของธนาคาร (ลักษณะเดียวกับการโอนเงิน)
ซึ่งมีการเชื่อมโยงไว้กับเว็บไซต์ของร้านค้า
เข้าสู่ระบบ Internet Banking โดยการใส่ชื่อและรหัสผ่าน
เลือกบริการชำระเงิน บัญชีเงินฝากที่จะใช้โอนเงิน และระบุข้อมูลบัญชีผู้รับเงิน
และจำนวนเงินที่ชำระ แล้วรอระบบยืนยันการทำรายการสำเร็จ
หลังจากนั้นจะได้รับการยืนยันทางอิเล็กทรอนิกส์
No2.png
การชำระผ่านเว็บไซต์ของร้านค้าออนไลน์
ด้วยบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต
กรอกหมายเลขบัตรเครดิต/บัตรเดบิต
ชื่อผู้ถือบัตร วันหมดอายุของบัตร และหมายเลข CVV (Card Verification Value) ซึ่งเป็นรหัส 3 ตัวด้านหลังบัตรเพื่อยืนยันว่าผู้ทำรายการเป็นเจ้าของบัตรจริง
แล้วระบบจะแจ้งผลการอนุมัติ หลังจากนั้นจะได้รับการยืนยันทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านหน้าจอ
รวมถึงทาง SMS ด้วย
No3.png
การชำระผ่านเว็บไซต์ของร้านค้าออนไลน์ ด้วยเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ซึ่งได้เปิดบัญชีไว้กับผู้ให้บริการ e-Money ผ่านเว็บไซต์
และเติมเงินเข้าบัญชีให้เพียงพอ
เข้าสู่เว็บไซต์ของผู้ให้บริการ e-Money เลือกรายการส่งเงินให้ร้านค้า
และใส่ข้อมูลอีเมล ร้านค้าผู้รับเงิน จำนวนเงิน ประเภทการชำระเงิน
สกุลเงินที่ใช้ชำระ แล้วรอระบบยืนยันการทำรายการสำเร็จ หลังจากนั้น
ผู้ซื้อ/ร้านค้าผู้รับเงินจะได้รับอีเมลหรือSMS เตือนการรับเงิน
โดยเงินจะถูกโอนเข้าบัญชี e-Money ของร้านค้า
ในกรณีเว็บไซต์ของร้านค้ามีบริการชำระเงิน เมื่อผู้ซื้อจะชำระเงินค่าสินค้า
จะต้องตรวจสอบข้อมูลที่ปรากฏ เช่น ชื่อร้านค้าผู้รับเงิน ชื่อสินค้า จำนวนเงิน
ค่าธรรมเนียม ก่อนจะยืนยันการทำรายการด้วยการเลือกช่องทางการชำระเงิน และกรอกข้อมูลอีเมล
ร้านค้าผู้รับเงิน และรหัสผ่านของผู้ซื้อที่ผูกไว้กับระบบของผู้ให้บริการ e-Money
ข้อดีของการใช้บริการ Internet Payment
เพิ่มความสะดวกสบายและเพิ่มช่องทางในการชำระเงินผ่านเว็บไซต์ให้กับร้านค้าและผู้ซื้อสินค้า
ลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมการชำระเงิน
ใช้บริการที่ไหนก็ได้ที่สามารถใช้ระบบอินเทอร์เน็ตได้
ไม่ว่าในประเทศหรือต่างประเทศ ตลอด 24 ชั่วโมง
มีบริการเสริมอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง เช่น
สรุปยอดบัญชีคงเหลือ แสดงรายการเดินบัญชีปัจจุบัน/ประวัติการทำรายการย้อนหลัง ใบแจ้งยอดชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์
(e-Bill)
ข้อควรระวังในการใช้บริการ Internet Payment
ต้องเลือกซื้อจากร้านค้าออนไลน์ที่มีความน่าเชื่อถือ
เพื่อป้องกันการทุจริต
และเลือกช่องทางการชำระเงินที่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่เป็นที่ยอมรับ
รวมทั้งไม่ควรใช้เครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะในการทำรายการชำระค่าสินค้าและบริการทางอินเทอร์เน็ต
การซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ตควรพิจารณาเรื่องความปลอดภัยของทั้งร้านค้าออนไลน์และผู้ให้บริการชำระเงิน
ร้านค้าออนไลน์ที่เชื่อถือได้จะได้รับใบรับรองดิจิตอล (Digital
Certificate) ซึ่งส่วนใหญ่จะมีระบบความปลอดภัยของข้อมูลโดยการเข้ารหัสก่อนส่งทุกครั้ง
โดยมีเครื่องหมายรับรองความปลอดภัยของการส่งผ่านข้อมูลแบบ SSL (Secure
Socket Layer) ซึ่งแสดงว่าเว็บไซต์นี้ได้รับการรับรองความปลอดภัยในการส่งผ่านข้อมูลระหว่างกัน
หรือร้านค้าออนไลน์บางแห่งอาจมีการใช้ระบบลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Signature) ด้วย
FCC_Secure.png
การชำระเงินผ่านบัตรเครดิต/บัตรเดบิตที่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่สูงขึ้น
และสามารถลดความเสี่ยงจากการทำธุรกรรมการเงินผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งลูกค้าจำเป็นต้องลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ของธนาคารผู้ออกบัตร
เพื่อใช้ Verified by Visa
(VBV), Master Card Secure Code (MCSC) และ JCB J/Secure
FCC_VBV_MCSC_JCB-_190314.png
ควรศึกษารูปแบบธุรกรรมและวิธีการรักษาความปลอดภัยที่ธนาคารเสนอให้บริการ Internet
Banking ก่อนตัดสินใจใช้บริการ
และติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างสม่ำเสมอ
หลีกเลี่ยงการตั้ง Password ที่ง่ายต่อการคาดเดา
และไม่บอก User
ID และ Password แก่ผู้อื่น
พร้อมทั้งเปลี่ยน Passwordเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง
หลีกเลี่ยงการคลิกลิงก์ใด ๆ
ที่แนบมาพร้อมกับอีเมล โดยให้พิมพ์ Address ของ Website ของสถาบันผู้ออกบัตรด้วยตนเอง
เมื่อต้องการเข้าใช้บริการผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
อย่าหลงเชื่อตอบหรือให้ข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลสำคัญทางการเงิน
เช่น Username,
Password, ATM PIN และหมายเลขบัตรเครดิต/บัตรเดบิต ไม่ว่าจะถามทางอีเมล
โทรศัพท์ โทรสาร หรือจดหมาย ก็ตาม อย่าลืมว่าสถาบันผู้ออกบัตรมีข้อมูลเหล่านี้อยู่แล้ว
และระลึกไว้เสมอว่าผู้ถามอาจจะเป็นมิจฉาชีพ
ควรตรวจสอบความถูกต้องของรายการธุรกรรมอย่างสม่ำเสมอ
เช่น จำนวนเงิน วันที่ทำรายการ เลขที่บัญชี และตรวจสอบยอดเงินในบัญชี
เพื่อป้องกันรายการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น
ควรติดตั้งและปรับปรุงโปรแกรมเพื่อการรักษาความปลอดภัยที่เครื่องคอมพิวเตอร์
และ/หรืออุปกรณ์ต่อพ่วงที่ใช้เป็นช่องทางในการทำธุรกรรมให้ทันสมัย เช่น โปรแกรม Scan Virus และโปรแกรม Personal
Firewall
ไม่ควรดาวน์โหลด
ติดตั้งโปรแกรมที่ไม่น่าเชื่อถือ โปรแกรมที่ไม่ทราบแหล่งที่มา และกรณีไม่ได้ใช้งานควรปิด Bluetooth และWireless
ทุกครั้งที่ใช้บริการเสร็จ ควรคลิก
"ออกจากระบบ" (Log off, Log out, Sign off) ทันที
เพื่อป้องกันมิให้ผู้อื่นสามารถทำรายการจากบัญชีของท่านได้
หากมีข้อสงสัยหรือไม่แน่ใจ
ควรติดต่อธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทที่ท่านใช้บริการโดยเร็ว
ควรแจ้งหมายเลขโทรศัพท์มือถือที่เป็นปัจจุบันให้ธนาคารพาณิชย์ทราบทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง
เนื่องจากบริการ Internet Banking จะต้องรับ SMS แจ้ง OTP เพื่อใช้ในการยืนยันตัวตนผู้ทำรายการที่แท้จริง
-ค่าบริการอินเตอร์เน็ตประเภทองค์กร
บริการอินเทอร์เน็ตประเภทองค์กร คือ
บริการอินเทอร์เน็ตที่ลูกค้าสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านผู้ให้บริการวงจรเชื่อมต่อระหว่างประเทศทั้ง 2 ราย
คือ JasTel-IIG และ TIG (True
Internet Gateway) ทั้งขาเข้าและขาออก โดย เคเอสซี
จะกำหนดการใช้งานจากเส้นทางที่ดีที่สุด (Best path) และในกรณีที่เส้นใดเส้นหนึ่งเกิดใช้งานไม่ได้
(down) บริการประเภทGold จะได้ัรับสิทธิพิเศษเหนือกว่าบริการอื่นๆ
เพื่อให้เกิดผลกระทบในการใช้งานน้อยที่สุด โดยรับส่งข้อมูลผ่านอีกเส้นทางหนึ่ง
บริการนี้เหมาะสำหรับผู้ใช้งานที่ความเร็วของการรับส่งข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญมาก
และยังต้องการความมั่นใจในคุณภาพ ประสิทธิภาพ และเสถียรภาพของการใช้งานสูงสุด
ส่งอีเมลข้อมูลนี้
BlogThis!
แชร์ไปที่ Twitter
แชร์ไปที่ Facebook
แชร์ใน Pinterest
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น