บทที่
3 เวิร์ล ไวด์ เว็บ (World Wide Wed)
-World Wide Wed
World
Wide Web หรือที่เรามักเรียกสั้นๆว่า Web หรือ W3
(WWW)คือ
คอมพิวเตอร์ส่วนหนึ่งบนอินเตอร์เน็ต
ที่ถูกเชื่อมต่อกันในแบบพิเศษที่ทำให้คอมพิวเตอร์เหล่านั้นสามารถเข้าถึงข้อมูลเนื้อหาที่เก็บไว้ภายในของแต่ละเครื่องได้
(กลายเป็นแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่) โดยผ่านทาง บราวเซอร์ (Browser) ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ประเภทหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้อ่านและตอบโต้ข้อมูลต่างๆที่มีอยู่ใน World Wide
Web โดยเฉพาะ
บราวเซอร์ที่พบเห็นได้มากที่สุดในปัจจุบัน ได้แก่ Internet Explorerของ
และ Netscape ที่มาของ World Wide
Web เวิร์ลไวด์เว็บถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกโดยมีโครงการทางวิชาการในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร
ระหว่างนักวิทยาศาสตร์ในทวีปยุโรป โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ CERNซึ่งเป็นศูนย์วิจัยทางนิวเคลียร์ฟิสิกส์
ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ผู้ที่ได้รับเกียรติเป็นบิดาของเวิร์ลไวด์เว็บได้แก่ Tim Berners-Lee ทิมได้คิดโครงการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารขึ้้นมา
โดยใช้ระบบไฮเปอร์เท็กซ์ และโครงการ
ของเขาก็ได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยจนเขากลายเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์ไป
ปัจจุบันนี้ทิมทำงานอยู่ที่ World Wide Web Consortium หรือชื่อย่อว่า W3C ซึ่งเป็นองค์กรศูนย์กลางของเครือข่าย
ใยแมงมุมทำหน้าที่รับรอบมาตรฐานต่างๆของระบบทั้งหมด
อินเตอร์เน็ต
มีพัฒนาการมาจาก อาร์พาเน็ต (Arp Anet เรียกสั้น ๆ
ว่า อาร์พา) ที่ตั้งขึ้นในปี 2512 เป็นเครือข่ายคอมพิวเคอร์ของกระทรวงกลาโหม
สหรัฐอเมริกา ที่ใช้ในงานวิจัยด้านทหาร (ARP : Advanced Research Project Agency) มาถึงปี
2515 หลังจากที่เครือข่ายทดลองอาร์พาประสบความสำเร็จอย่างสูง
และได้มีการปรับปรุงหน่วยงานจากอาร์พามาเป็นดาร์พา (Defense Advanced
Research Project Agency: DARPA) และในที่สุดปี
2518 อาร์พาเน็ตก็ขึ้นตรงกับหน่วยการสื่อสารของกองทัพ (Defense Communication
Agency) ในปี 2526 อาร์พาเน็ตก็ได้แบ่งเป็น 2
เครือข่ายด้านงานวิจัย ใช้ชื่ออาร์พาเน็ตเหมือนเดิม
ส่วนเครือข่ายของกองทัพใช้ชื่อว่า มิลเน็ต (MILNET : Millitary Network) ซึ่งมีการเชื่อมต่อโดยใช้
โพรโตคอล TCP/IP
(Transmission Control Protocol/Internet) เป็นครั้งแรก
ในปี 2528 มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติของอเมริกา (NSF) ได้
ให้เงินทุนในการสร้างศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ 6 แห่ง และใช้ชื่อว่า NSFNETและพอมาถึงปี
2533 อาร์พารองรับภาระที่เป็นกระดูกสันหลัง (Backbone)ของระบบไม่ได้
จึงได้ยุติอาร์พาเน็ต และเปลี่ยนไปใช้ NSFNET และเครือข่ายขนาดมหึมา
จนถึงทุกวันนี้ และเรียกเครือข่ายนี้ว่า อินเตอร์เน็ต
โดยเครือข่ายส่วนใหญ่จะอยู่ในอเมริกา และปัจจุบันนี้มีเครือข่ายย่อยมากถึง 50,000
เครือข่ายทีเดียว และคาดว่า ภายในปี 2543 จะมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั้งโลกประมาณ 100
ล้านคน หรือใกล้เคียงกับประชากรในโลกทั้งหมด สำหรับประเทศไทยนั้น
อินเตอร์เน็ตเริ่มมีบทบาทอย่างมากในช่วงปี 2530-2535
โดยเริ่มจากการเป็นเครือข่ายในระบบคอมพิวเตอร์ระดับมหาวิทยาลัย (Campus Network) แล้วจึงเชื่อมต่อเข้าสู่อินเตอร์เน็ตอย่างสมบูรณ์เมื่อเดือนสิงหาคม
2535และ ในปี 2538 ก็มี การเปิดให้ บริการอินเตอร์เน็ตในเชิงพาณิชย์ (รายแรก คือ
อินเตอร์เน็ตเคเอสซี) ซึ่งขณะนั้น
เวิร์ลด์ไวด์เว็บกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในอเมริกา อย่างไรก็ตาม อินเตอร์เน็ต
บางครั้งก็มีการเรียกย่อเป็น เน็ต (Net) หรือThe Net ด้วยเช่นเดียวกัน
อีกคำหนึ่งที่หมายถึงอินเตอร์เน็ตก็คือ เว็บ (Web) และ เวิร์ลด์ไวด์เว็บ (World – Wide Web) (จริง
ๆ แล้ว เว็บเป็นเพียงบริการหนึ่งของอินเตอร์เน็ตเท่านั้น แต่บริการนี้
ถือว่าเป็นบริการที่มีผู้นิยมใช้มากที่สุด
อินเตอร์เน็ต
มีพัฒนาการมาจาก อาร์พาเน็ต (Arp Anet เรียกสั้น ๆ
ว่า อาร์พา) ที่ตั้งขึ้นในปี 2512 เป็นเครือข่ายคอมพิวเคอร์ของกระทรวงกลาโหม
สหรัฐอเมริกา ที่ใช้ในงานวิจัยด้านทหาร (ARP : Advanced Research Project Agency) มาถึงปี
2515 หลังจากที่เครือข่ายทดลองอาร์พาประสบความสำเร็จอย่างสูง
และได้มีการปรับปรุงหน่วยงานจากอาร์พามาเป็นดาร์พา (Defense Advanced
Research Project Agency: DARPA) และในที่สุดปี
2518 อาร์พาเน็ตก็ขึ้นตรงกับหน่วยการสื่อสารของกองทัพ (Defense Communication
Agency) ในปี 2526 อาร์พาเน็ตก็ได้แบ่งเป็น 2
เครือข่ายด้านงานวิจัย ใช้ชื่ออาร์พาเน็ตเหมือนเดิม
ส่วนเครือข่ายของกองทัพใช้ชื่อว่า มิลเน็ต (MILNET : Millitary Network) ซึ่งมีการเชื่อมต่อโดยใช้
โพรโตคอล TCP/IP
(Transmission Control Protocol/Internet) เป็นครั้งแรก
ในปี 2528 มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติของอเมริกา (NSF) ได้
ให้เงินทุนในการสร้างศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ 6 แห่ง และใช้ชื่อว่า NSFNETและพอมาถึงปี
2533 อาร์พารองรับภาระที่เป็นกระดูกสันหลัง (Backbone)ของระบบไม่ได้
จึงได้ยุติอาร์พาเน็ต และเปลี่ยนไปใช้ NSFNET และเครือข่ายขนาดมหึมา
จนถึงทุกวันนี้ และเรียกเครือข่ายนี้ว่า อินเตอร์เน็ต
โดยเครือข่ายส่วนใหญ่จะอยู่ในอเมริกา และปัจจุบันนี้มีเครือข่ายย่อยมากถึง 50,000
เครือข่ายทีเดียว และคาดว่า ภายในปี 2543 จะมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั้งโลกประมาณ 100
ล้านคน หรือใกล้เคียงกับประชากรในโลกทั้งหมด สำหรับประเทศไทยนั้น อินเตอร์เน็ตเริ่มมีบทบาทอย่างมากในช่วงปี
2530-2535 โดยเริ่มจากการเป็นเครือข่ายในระบบคอมพิวเตอร์ระดับมหาวิทยาลัย (Campus Network) แล้วจึงเชื่อมต่อเข้าสู่อินเตอร์เน็ตอย่างสมบูรณ์เมื่อเดือนสิงหาคม
2535และ ในปี 2538 ก็มี การเปิดให้ บริการอินเตอร์เน็ตในเชิงพาณิชย์ (รายแรก คือ
อินเตอร์เน็ตเคเอสซี) ซึ่งขณะนั้น
เวิร์ลด์ไวด์เว็บกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในอเมริกา อย่างไรก็ตาม อินเตอร์เน็ต
บางครั้งก็มีการเรียกย่อเป็น เน็ต (Net) หรือThe Net ด้วยเช่นเดียวกัน
อีกคำหนึ่งที่หมายถึงอินเตอร์เน็ตก็คือ เว็บ (Web) และ เวิร์ลด์ไวด์เว็บ (World – Wide Web) (จริง
ๆ แล้ว เว็บเป็นเพียงบริการหนึ่งของอินเตอร์เน็ตเท่านั้น แต่บริการนี้
ถือว่าเป็นบริการที่มีผู้นิยมใช้มากที่สุด
-ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่าง World Wide Wedกับ Internet
1. ระบบอินเทอร์เนต และ เวิลด์ไวด์เว็บ
หมายถึงอะไร มีความสัมพันธ์และแตกต่างกันอย่างไร?
ระบบ INTERNET หมายถึง
เครือข่ายนานาชาติ ที่เกิดจากเครือข่ายเล็ก ๆ มากมาย
รวมเป็นเครือข่ายเดียวกันทั้งโลก เป็นเครือข่ายสื่อสาร
ซึ่งเชื่อมโยงกันระหว่างคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ที่ต้องการเข้ามาในเครือข่าย
การเชื่อมต่อกันระหว่างเครือข่าย คือ เครือข่ายของเครือข่าย (A network of network)
World
Wide Web หมายถึง บริการให้ข่าวสารทางระบบInternetโดยที่ข่าวสารที่ให้บริการนั้นจัดอยู่ในรูปแบบพิเศษที่เรียกว่า
ข้อความหลายมิติHypertext โดยจัดให้มีการเชื่อมโยงกับเอกสาร
ข่าวสารอื่น ๆต้องใช้โปรแกรม Web Browser เช่น FireFox,
Netscape, Internet Explorer, Opera หรือ Neoplanet เพื่อเปิดดูข้อมูลจากเว็บไซต์
(Website) หรือโฮมเพจ
(Homepage) จะได้ข้อมูลในลักษณะเป็นตัวอักษร
ภาพ เสียง และภาพเคลื่อนไหว ในลักษณะสื่อผสม รวมทั้งการสั่งประมวลผล
และตอบสนองแบบอินเทอร์แอ็กทีฟ (Interactive)บริการนี้ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว
จนนำมาใช้งานอย่างหลากหลาย
ความสัมพันธ์และความแตกต่าง ระหว่างระบบ INTERNET กับ World Wide Web
World
Wide Web ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบ INTERNET ที่มีความสัมพันธ์ในการโยงใยข้อมูลจากเครือข่าย
ต่างๆให้รวบรวมเข้ามาในหน้าบริการของหน่วยงานทั่วโลก และสามารถlinksข้อมูลรายละเอียดที่มีความเกี่ยวข้อง
กับฐานข้อมูลเดิม
ความแตกต่าง ระหว่างระบบ INTERNET กับ World Wide Web
INTERNETจะเป็นผู้บริการ
การให้ใช้เครือข่ายในการเชื่อมโยงโดยมีการเก็บค่าบริการการเชื่อมต่อกับ computer โดยการให้บริการนี้จะต้องใช้ฐานการติดต่อด้วยระบบโทรศัพท์
แต่ World Wide
Web เป็นการให้บริการข้อมูลจากหน่วยงาน
หรือบุคคลที่ต้องการแสดงตนให้อยู่ในระบบINTERNET โดยมีเป้าหมายเพื่อขยายการติดต่อสื่อสาร
ทั้งในเรื่องการศึกษา การประกอบธุรกิจ และการเมืองการปกครอง
2. การประยุกต์ใช้ใหม่ ๆ
ทางการศึกษาอะไรบ้างที่เทคโนโลยีไอซีทีนำมาให้ ซึ่งแต่เดิมไม่มี หรือเป็นไปไม่ได้
กับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว?
สิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นกับการศึกษาที่ระบบเทคโนโลยีไอซีทีนำมาให้คือ
สถาบันการศึกษา
และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำการเชื่อมโยงข้อมูลที่ได้ทำการค้นหาทฤษฎีใหม่มาใช้ในการศึกษา
ซึ่งจากเดิมนั้น
นักศึกษาหรือผู้ที่ต้องการเพิ่มความรู้ต้องหาอ่านจากหนังสือเพียงอย่างเดียว
แต่ปัจจุบันสามารถหาอ่านได้จากหน้าเว็บเพจบริการข้อมูลจากทั่วโลก
และหากเป็นหน่วยงานทางการศึกษา อาจารย์ผู้สอน
เองได้มีโอกาสในการเขียนคำบรรยายรายวิชาในการสอนลงในwebsiteส่วนตัว
เพื่อให้นักศึกษาได้เข้ามาศึกษาจากคอมพิวเตอร์ที่ทำการเชื่อมต่อกับ INTERNET ได้เลย
ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาในการเดินทาง เหมือนดังแต่ก่อน
ซึ่งการเรียนรู้นี้จะกล่าวได้ว่าอยู่ที่ไหนก็สามารถศึกษาหาความรู้ได้ (Anytime
Anywhere) ทั้งนี้ยังรวมไปถึงการสร้าง บทเรียน E-Learning เพื่อให้นักเรียนนักศึกษาใช้ระบบอินเตอร์เน็ตเข้ามาเรียนโดยไม้ต้องเข้ามาที่สถาบัน
เพื่อให้เกิดความสะดวก ซึ่งในปัจจุบันกำลังได้รับความนิยมจากสถาบันการศึกษาต่าง ๆ
รวมถึงการตรวจงานทาง e-mail รวมผล
คะแนนสอบ ประกาศ
- ที่อยู่ของ WWW
WWW ย่อมาจาก Wold Wide
Web คือ เครือข่ายที่เชื่อมต่อกันทั่วโลก
เรามักเรียกย่อๆกันว่า เว็บ คือรูปแบบหนึ่งของระบบการเชื่อมโยงเครือข่ายข่าวสาร
ใช้ในการค้นหาข้อมูลข่าวสารบน Internet จากแหล่งข้อมูลหนึ่ง
ไปยังแหล่ง ข้อมูลที่อยู่ห่างไกล ให้มีความง่ายต่อการใช้งานมากที่สุด WWW จะแสดงผลอยู่ในรูปแบบของเอกสารที่เรียกว่า
ไฮเปอร์เท็กซ์ (Hyper Text) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่รวบรวมข่าวสารข้อมูลที่อยู่กระจัดกระจายในที่ต่าง
ๆ ทั่วโลกให้สามารถนำมาใช้งานได้เสมือนอยู่ในที่เดียวกัน โดยใช้เว็บเบราเซอร์ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ช่วยในการดู
หรืออ่านข้อมูลเหล่านั้น เว็บเบราวเซอร์ที่นิยมใช้ เช่น IE Microsoft
Internet Explorer , Firefox , google chrome เป็นต้น
- ข้อดีของการใช้ Worid Wide Web
เวิลด์ไวด์เว็บเซิร์ฟเวอร์เป็นแหล่งข้อมูลข่าวสารสำหรับผู้ใช้อินเทอร์เน็ต โดยผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจะได้รับประโยชน์จากเว็บเซิร์ฟเวอร์แหล่งต่างๆทั่วโลก ซึ่งเป็นการอนุเคราะห์โดยองค์กรผู้เป็นเจ้าของเซิร์ฟเวอร์นั้น เว็บเซิร์ฟเวอร์จำนวนมากเน้นการให้บริการข้อมูลข่าวสารแบบสาธารณะ เว็บเซิร์ฟเวอร์เหล่านี้ได้แก่ เซิร์ฟเวอร์ของสถาบันการศึกษา เซิร์ฟเวอร์องค์กรของรัฐ ตลอดจนองค์กรไม่แสวงหาผลประโยชน์และมูลนิธิเพื่อสังคม เป็นต้น ส่วนในแง่ของธุรกิจการค้า ผู้เป็นเจ้าของเซิร์ฟเวอร์สามารถได้รับประโยชน์จากเวิลด์ไวด์เว็บทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยใช้เว็บเพจเป็นสื่อโฆษณาสินค้าและบริการ
ประโยชน์ของเวิลด์ไวด์เว็บโดยสรุปมีดังนี้
1.เพื่อการตลาด
เพื่อประโยชน์ทางการตลาด
เช่น ใช้เป็นสื่อเพื่อโฆษณาสินค้า โฆษณาการบริการ โฆษณาความสามารถของบุคลากร การแสดงโครงสร้างและผังการดำเนินงานของบริษัท และการโฆษณากลุ่มบริษัท
(Corporation) เป็นต้น
2.เพื่อจำหน่ายสินค้า
เป็นการจำหน่ายสินค้า จำหน่ายการบริการ เช่น การบริการการท่องเที่ยว และการบริการสถานพักผ่อน เป็นต้น โดยแสดงรูปและราคาสินค้าและค่าบริการไว้บนโฮมเพจของเวิลด์ไวด์เว็บเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทหรือองค์กรผู้ค้านั้นๆ
3.เพื่อให้บริการลูกค้า
เป็นการให้บริการทางด้านต่างๆ รวมถึงการบริการหลังการจำหน่ายสินค้าของบริษัทให้กับลูกค้า หรือจัดเป็นโฮมเพจสำหรับลูกค้าสัมพันธ์ เป็นต้น
4.เพื่อแสดงความคิดเห็น
เป็นการความคิดเห็นของลูกค้าต่อสินค้าของบริษัท ทำให้บริษัทสามารถได้รับความคิดเห็นของลูกค้าผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์บนโฮมเพจของบริษัท ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงสินค้าและบริการ เพื่อสนองตอบลูกค้าในเชิงสร้างสรรค์เพื่อให้ลูกค้าประทับใจ และเป็นผลให้สินค้าของบริษัทได้รับความนิยมอย่างยิ่งขึ้น
5.เพื่อนำเสนอสิ่งพิมพ์
เป็นการเสนอสิ่งพิมพ์ในรูปแบบของอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งพิมพ์เหล่านี้ได้แก่ นิตยสารอิเล็กทรอนิกส์
(E-Magazine) วารสารอิเล็กทรอนิกส์
(E-Journal) หนังสือพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์
และใบโฆษณา (brochure) เป็นต้น
-แหล่งข้อมูลหรือเว็บไซค์
อระบบคอมพิวเตอร์ที่เป็นแหล่งเก็บเว็บเพจ
ที่ผู้ใช้บริการสามารถเรียกดูเว็บเพจที่ เก็บอยู่ในเว็บไซต์นั้นได้
ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นเว็บไซต์อาจจะใช้ระบบปฏิบัติเว็บเพจเป็นเอกสารแบบไฮเปอร์เท็ก
(Hypertext
document) เก็บอยู่ที่เว็บไซต์ต่าง ๆในรูปของแฟ้ม
ข้อมูลที่มักจะสร้างขึ้นด้การ ยูนิกซ์ (UNIX) หรือวินโดวส์เอนที
(Windows NT) ก็ได้
ผู้เป็นเจ้าขอเว็บไซต์จะจัดสร้างเว็บเพจ ของตนเก็บไว้ที่เว็บไซต์เพื่อให้
ผู้ใช้คนอื่นทั่วโลก
สามารถเข้ามาดูเว็บเพจที่เก็บไว้ในเว็บไซต์นั้นได้
เช่นเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จะเก็บอยู่ที่เว็บไซต์http://ww.swu.ac.th เขียนด้วยภาษา HTML (Hypertext
Markup Language)
โดยมีนามสกุลเป็น htm หรือ html โปรแกรมเว็บบราวเซอร์
(Web Browser) เป็นโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่ใช้
ในการเข้าสู่ WWW และเปิดดูเว็บเพจ
ผู้ใช้สามารถเรียกข้อมูลนั้น ขึ้นมาแสดง ได้โดยใช้โปรแกรม ประเภท Web
Browser เช่น Netscape หรือ Internet
Explorer เว็บเพจที่เป็นหน้าแรก ของเว็บเพจ
นิยมเรียกกันว่า "โฮมเพจ" (Home Page)
การเข้าถึงเว็บเพจใดๆ
นั้นผู้ใช้จะต้องทราบตำแหน่งที่อยู่ของเพจนั้น ๆ บนเว็บเสียก่อน ตำแหน่งที่อยู่
เหล่านี้ เรียกว่า URL (Uniform Resource Locators) ตัวอย่างของ URL ได้แก่
http://www.swu.ac.th
URL ที่เป็นโฮมเพจของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
http://www.tv5.co.th
URL ที่เป็นโฮมเพจของสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง5
http://www.nectec.or.th
URL ที่เป็นโฮมเพจของNECTEC
http://www.yahoo.com
URL ที่เป็นโฮมเพจของ Yahoo
http://www.srithai.com
URL ที่เป็นโฮมเพจของ Srithai
http://www.geocities.com/TheTropics/Paradise/2703
URL โฮมเพจฟรีของ Geocities
-โปรแกรมเว็บบราวเซอร์ (Web Browser)
เว็บเบราว์เซอร์ (อังกฤษ: web
browser) เบราว์เซอร์ หรือ โปรแกรมค้นดูเว็บ
คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลและโต้ตอบกับข้อมูลสารสนเทศที่จัดเก็บในหน้าเวบที่สร้างด้วยภาษาเฉพาะ
เช่น ภาษาเอชทีเอ็มแอล
ที่จัดเก็บไว้ที่เว็บเซอร์วิซหรือเว็บเซิร์ฟเวอร์หรือระบบคลังข้อมูลอื่น ๆ
โดยโปรแกรมค้นดูเว็บเปรียบเสมือนเครื่องมือในการติดต่อกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เรียกว่าเวิลด์ไวด์เว็บ
เว็บเบราว์เซอร์ตัวแรกของโลกชื่อ
เวิลด์ไวด์เว็บ [1] ขณะเดียวกันเว็บเบราว์เซอร์ที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบัน (พ.ศ.
2559) คือ กูเกิล โครม รองลงมาคือมอซิลลา ไฟร์ฟอกซ์ และอินเทอร์เน็ตเอกซ์พลอเรอร์
ตามลำดับ
-URL
URL ย่อมาจากคำว่า Uniform Resource
Locator คือ ที่อยู่ (Address) ของข้อมูลต่างๆในInternet เช่น
ที่อยู่ของไฟล์หรือเว็บไซต์บนอินเตอร์เน็ต
ในปัจจุบันเว็บไซต์
เป็นแหล่งที่อยู่ใหม่ของหลายๆธุรกิจช่องทางที่สามารถเข้าถึงได้อย่างง่าย
และยังสามารถใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลาเว็บไซต์เป็นแหล่งที่รวมรวบข้อมูลต่างๆไว้และแสดงให้เห็นผ่านเว็บเบราว์เซอร์
ปกติแล้วเว็บไซต์จะมีชื่อและที่อยู่ของมันเองเพื่อให้ระบุได้ว่าเป็นเว็บไซต์ของใครโดยชื่อของเว็บไซต์หรือ Domain name(โดเมน
เนม)
จะไม่ซ้ำกันของแต่ละเว็บซึ่งการเปิดให็บริการเว็บไซต์จะมีการจดโดเมนเนมก่อนจึงจะสามารถให้บริการได้
ปัจจุบันได้มีการแบ่งกลุ่มของโดเมนออกเป็นแต่ละประเภท
การแบ่งกลุ่มโดเมนของสหรัฐอเมริกา
com
: กลุ่มธุรกิจการค้า
เช่น www.hotmail.com, www.clipmass.com
.org : หน่วยงานไม่หวังผลกำไร
เช่น thai.tourismthailand.org, th.wikipedia.org
.net : หน่วยงานเกี่ยวกับเครือข่าย
เช่น www.flashfly.net, www.thailand.net
.mil : หน่วยงานทหาร
เช่น www.uscg.mil, www.dla.mil
.gov : หน่วยงานรัฐบาล
เช่น www.cia.gov, www.state.gov
.edu : สถาบันการศึกษา
เช่น www.bbc.th.edu, www.kasemptc.th.edu
การแบ่งกลุ่มของประเทศอื่นๆ
.co : ภาคเอกชน
เช่น www.cointernet.co.th, www.pizza.co.th
.or : องค์กรไม่หวังผลกำไร
เช่น www.redcross.or.th, www.bot.or.th
.go : หน่วยงานราชการ
เช่น www.immigration.go.th, www.customs.go.th
.ac : สถาบันการศึกษา
เช่น www.satriwit.ac.th, www.sg.ac.th
ทั้งหมดนี้ คือที่อยู่บนเว็บ หรือ
ที่อยู่อินเทอร์เน็ต
ซึ่งปกติแล้วเรามักพิมพ์ยูอาร์แอลในแถบที่อยู่ของเว็บเบราว์เซอร์เพื่อเรียกข้อมูลจากเว็บไซต์
เรียกโดยย่อว่า ยูอาร์แอล (URL)
รูปแบบของ URL จะประกอบด้วย
http://www.mindphp.com/support/urlfaq.htm
1. ชื่อโปรโตคอลที่ใช้ (http ซึ่งย่อมาจาก HyperText
Transfer Protocol)
2. ชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์
และชื่อเครือข่ายย่อย (www.mindphp)
3. ประเภทของเวบไซต์ (.com) ซึ่งมีอยู่
หลาย ประเภท คือเช่น .com (Commercial),.edu (Educational),.org (Organizations),.net
(Network), .co.th (บริษัทในประเทศไทย
ดูเพิ่มเติมที่นี่) ฯลฯ
4. ไดเร็กทอรี่ (/support/)
5. ชื่อไฟล์และนามสกุล (urlfaq.htm)
ความสำคัญของ URL คือเวลาเราเข้าเว็บไซต์เราก็ต้องพิมพ์ URL ลงในช่อง url
address ของ web browser เช่น
จะเข้าเว็บgoogle.comก็ต้องพิมพ์ http://www.google.com หรือ
จะพิมพ์google.com ก็ได้ไม่ต้องมี http://www.ก็ได้เดี๋ยว Browser มันจะเติมให้เราเอง
ดังนั้นการอ้างอิงของข้อมูลบนอินเตอร์เนตต้องระบุ URL ให้ถูกต้อง
มิฉะนั้นจะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลนั้นได้
-IP Address
IP
Address ย่อมาจากคำเต็มว่า Internet
Protocal Address คือ
หมายเลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องในระบบเครือข่ายที่ใช้โปรโตคอลแบบ TCP/IP ถ้าเปรียบเทียบก็คือบ้านเลขที่ของเรานั่นเอง
ในระบบเครือข่าย จำเป็นจะต้องมีหมายเลข IP กำหนดไว้ให้กับคอมพิวเตอร์
และอุปกรณ์อื่นๆ ที่ต้องการ IP ทั้งนี้เวลามีการโอนย้ายข้อมูล
หรือสั่งงานใดๆ จะสามารถทราบตำแหน่งของเครื่องที่เราต้องการส่งข้อมูลไป
จะได้ไม่ผิดพลาดเวลาส่งข้อมูล ซึ่งประกอบด้วยตัวเลข 4 ชุด
มีเครื่องหมายจุดขั้นระหว่างชุด เช่น
192.168.100.1 หรือ 172.16.10.1 เป็นต้น โดยหมายเลข IP Address ของเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะมีค่าไม่ซ้ำกัน
สิ่งตัวเลข 4 ชุดนี้บอก คือNetwork ID กับ Host ID ซึ่งจะบอกให้รู้ว่า
เครื่อง Computerของเราอยู่ใน Network ไหน
และเป็นเครื่องไหนใน network นั้น เราจะรู้ได้อย่างไรว่า Network ID และ Host ID มีค่าเท่าไหร่
ก็ขึ้นอยู่กับว่า IP Address นั้น อยู่ใน class อะไร
เหตุที่ต้องมีการแบ่ง class ก็เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบ
เป็นการแบ่ง IP
Address ออกเป็นหมวดหมู่นั้นเอง
สิ่งที่จะเป็นตัวจำแนก class ของ network ก็คือ bit ทางซ้ายมือสุดของตัวเลขตัวแรกของ IP Address (ที่แปลงเป็นเลขฐาน
2 แล้ว) นั่นเอง โดยที่ถ้า bit ทางซ้ายมือสุดเป็น 0 ก็จะเป็น class A ถ้าเป็น
10 ก็จะเป็นclass
B ถ้าเป็น 110 ก็จะเป็น class C ดังนั้น IP Address จะอยู่ใน class A ถ้าตัวเลขตัวแรกมีค่าได้ตั้งแต่
0 ? 127
(000000002 ? 011111112)
จะอยู่ใน class B ถ้าเลขตัวแรกมีค่าตั้งแต่
128 ? 191
(100000002 ? 101111112)
และ จะอยู่ในclass
C ถ้าเลขตัวแรกมีค่าตั้งแต่ 192 - 223
(110000002 ?110111112)
มีข้อยกเว้นอยู่นิดหน่อยก็คือตัวเลข 0, 127 จะใช้ในความหมายพิเศษ
จะไม่ใช้เป็น address ของ network ดังนั้นnetwork ใน class A จะมีค่าตัวเลขตัวแรก
ในช่วง 1 ? 126
สำหรับตัวเลขตั้งแต่
224 ขึ้นไป จะเป็น class พิเศษ อย่างเช่น Class
D ซึ่งถูกใช้สำหรับการส่งข้อมูลแบบ Multicast ของบาง Application และ Class E ซึ่ง Class นี้เป็น Address ที่ถูกสงวนไว้ก่อน
ยังไม่ถูกใช้งานจริง ๆ โดย Class D และ Class Eนี้เป็น Class พิเศษ
ซึ่งไม่ได้ถูกนำมาใช้งานในภาวะปกติ
ตัวอย่าง IP Address
- Class A ตั้งแต่
10.xxx.xxx.xxx
- Class B ตั้งแต่
172.16.xxx.xxx ถึง
172.31.xxx.xxx
- Class C ตั้งแต่
192.168.0.xxx ถึง
192.168.255.xxx
จาก IP Address เราสามารถที่จะบอก
ได้คร่าวๆ ว่าcomputer 2
เครื่องอยู่ใน network วงเดียวกันหรือเปล่าโดยการเปรียบเทียบ Network ID ของ IP Address ถ้ามี Network IDตรงกันก็แสดงว่าอยู่ใน network วงเดียวกัน
เช่น computer เครื่องหนึ่งมี IP Address 1.2.3.4
จะอยู่ใน network วงเดียวกับอีกเครื่องหนึ่งซึ่งมี IP Address 1.100.150.200
เนื่องจากมีNetwork
ID ตรงกันคือ 1 (class A ใช้ Network ID 1 byte)
-Domain Name System(DNS)
ระบบการตั้งชื่อโดเมน หรือ ดีเอ็นเอส
(อังกฤษ: Domain Name
System: DNS) เป็นระบบที่ใช้เก็บข้อมูลของชื่อโดเมน
(โดเมนเนม) ซึ่งใช้ในเครือข่ายขนาดใหญ่อย่างอินเทอร์เน็ต
โดยข้อมูลที่เก็บมีหลายอย่าง แต่สิ่งสำคัญคือความสัมพันธ์ระหว่างชื่อโดเมนนั้นๆ
กับหมายเลขไอพีที่ใช้งานอยู่ คำว่าดีเอ็นเอสสามารถหมายถึง บริการชื่อโดเมน (Domain Name
Service) ก็ได้ ส่วนเครื่องบริการจะเรียกว่า เครื่องบริการชื่อ
หรือ เนมเซิร์ฟเวอร์ (name server)
ประโยชน์ที่สำคัญของดีเอ็นเอส
คือช่วยแปลงหมายเลขไอพีซึ่งเป็นชุดตัวเลขที่จดจำได้ยาก (เช่น 207.142.131.206) มาเป็นชื่อที่สามารถจดจำได้ง่ายแทน
(เช่น wikipedia.org)
-การแบ่งกลุ่มโดเมน
การแบ่งกลุ่มโดเมนของสหรัฐอเมริกา
.edu - สถาบันการศึกษา
www.au.edu
www.siam.edu
www.ram.edu
www.lpc.th.edu
www.patai.th.edu
.gov - หน่วยงานรัฐบาล
www.usa.gov
www.dotgov.gov
www.state.gov
www.australia.gov.au
www.cia.gov
.mil - หน่วยงานทหาร
www.navy.mil
www.army.mil
www.dla.mil
www.af.mil
www.uscg.mil
.com - กลุ่มธุรกิจการค้า
www.hotmail.com
www.clipmass.com
www.pantip.com
www.samsung.com
www.youtube.com
.org - หน่วยงานไม่หวังผลกำไร
thai.tourismthailand.org
www.tourismthailand.org
th.wikipedia.org
www.pir.org
www.fulbrightthai.org
.net - หน่วยงานเกี่ยวกับเครือข่าย
www.thailand.net
www.oknation.net
www.mcot.net
www.hflight.net
www.flashfly.net
การแบ่งกลุ่มของประเทศอื่นๆ
.ac - สถาบันการศึกษา
www.assumption.ac.th
www.chula.ac.th
www.ku.ac.th
www.kku.ac.th
www.tu.ac.th
.go - หน่วยงานราชการ
www.nso.go.th
www.parliament.go.th
www.rd.go.th
www.customs.go.th
www.immigration.go.th
.or - องค์กรไม่หวังผลกำไร
www.redcross.or.th
www.tat.or.th
www.bot.or.th
www.set.or.th
www.tcdc.or.th
.co - ภาคเอกชน
www.cointernet.co.th
www.pizza.co.th
www.siamparagon.co.th
www.bangkokmetro.co.th
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น